thansettakij
thansettakij
ทำไม “คุณภาพชีวิต” สำคัญกว่าการมีอายุยืน

ทำไม “คุณภาพชีวิต” สำคัญกว่าการมีอายุยืน

06 มี.ค. 2569 | 22:19 น.

ทำไม “คุณภาพชีวิต” สำคัญกว่าการมีอายุยืน : Healthcare Insight โดย ธานี มณีนุตร์

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมอยากจะมาชวนคุยเรื่องหนึ่งที่ผมว่ามันใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที นั่นก็คือเรื่องของความแก่ชราครับ ไหนมีใครเคยลองจินตนาการไหมครับ ว่าถ้าเรามีรีโมทที่สามารถกดเพิ่มเวลาชีวิตให้ตัวเองหรือคนที่เรารักได้ แต่มีข้อแม้ว่า เวลาที่เพิ่มมานั้นเราอาจจะต้องแลกมาด้วยการนั่งมองกำแพงเฉย ๆ หรือต้องสายระโยงระยางอยู่บนเตียง ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนั้น เรายังจะอยากกดปุ่มนั้นอยู่หรือเปล่าครับ?

ทุกวันนี้เวลาเราคุยกันเรื่องสุขภาพหรืออ่านบทความตามเน็ต มักจะเจอแต่หัวข้อชวนขายฝันมากมาย ไม่ว่าจะหัวข้อที่ว่า “สูตรลับอายุ 100 ปี” “ทำยังไงให้อายุยืน” หรือแม้แต่ “วิธีโกงความตาย” ซึ่งต้องยอมรับครับว่าเราทุกคนพยายามกันอย่างมากที่จะยืดเข็มนาฬิกาชีวิตออกไปให้ยาวที่สุด แน่นอนว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพราะใคร ๆ ก็อยากอยู่ดูความสำเร็จของลูกหลาน อยากเห็นโลกในอนาคตที่กำลังเปลี่ยนไปกันทั้งนั้น 

ยิ่งยุคนี้เรามีนวัตกรรมชะลอวัยเต็มบ้านเต็มเมือง การแพทย์ล้ำสมัยแบบก้าวกระโดด เราสามารถยื้อชีวิตคนคนหนึ่งไว้ได้นานขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเชื่อว่า “การมีชีวิตรอด” คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่…รู้อะไรไหมครับ ถ้าเราลองมองสวนทางกัน อาจได้เห็นได้ว่าการอยู่รอดโดยไร้ชีวิตชีวา มันเป็นชัยชนะที่ค่อนข้างเงียบเหงาไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ

ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากชวนให้หยุดคิดสักนิดคือการตั้งคำถามกับตัวเองก่อนครับว่า ชีวิตที่ยาวนานขึ้นนั้น มันมาพร้อมกับความสุขที่มากขึ้นตามไปด้วยไหม?  หรือตอนนี้เรากำลังโฟกัสที่ “จำนวนปี” จนลืมมอง “ความรู้สึก” ในแต่ละปีที่ผ่านไปรึเปล่า? เพราะถ้าเรามีอายุยืนถึง 100 ปี แต่ต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเตียง ลุกไปไหนไม่ได้ จำใครก็ไม่ได้ หรือแม้แต่จะยิ้มยังยาก แบบนั้นเราจะยังเรียกมันว่ากำไรชีวิตได้เต็มปากอยู่ไหมครับ 

ดังนั้นบทความนี้ผมไม่ได้จะมาชวนทุกคนละเลยเรื่องสุขภาพครับ แต่ผมอยากจะมาชวนเปลี่ยนเลนความคิด จากการพยายามต่อความยาวของเส้นชีวิต ให้มาเป็นการขยายความสุขในแต่ละช่วงเวลาแทนครับ เพราะสุดท้ายแล้วเราคงไม่อยากสะสมแค่จำนวนปีที่ผ่านไป แต่เราคงอยากสะสมความทรงจำที่ทำให้เราเผลอยิ้มออกมาทุกครั้งที่นึกถึงมากกว่าใช่ไหมครับ

วันนี้ผมเลยขออาสาเป็นเพื่อนคู่คิด พาไปสำรวจกันครับว่า ในวันที่โลกหมุนเร็วขนาดนี้ เราจะออกแบบชีวิตในวัยเก๋าอย่างไรให้มีคุณภาพ มากกว่าแค่อายุที่เยอะครับ

ทำไม “คุณภาพชีวิต” สำคัญกว่าการมีอายุยืน

สังคมผู้สูงอายุยุคใหม่ อายุยาวขึ้นจะ “อยู่ดี” ขึ้นจริงไหม?

ถ้าพูดถึงสังคมไทยตอนนี้ เราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัวแล้วนะครับ เดินไปไหนเราก็เจอผู้สูงอายุมากขึ้นแทบทุกที่ ซึ่งมองในแง่หนึ่งมันคือความสำเร็จของการสาธารณสุขครับที่ทำให้คนเราไม่เสียชีวิตง่าย ๆ เหมือนเมื่อก่อน แต่ในความทันสมัยนี้ถ้าเราลองสังเกตดี ๆ จะเห็นค่านิยมบางอย่างที่เปลี่ยนไป

เพราะสังคมยุคใหม่เริ่มตั้งคำถามกับ “การมีอายุยืน” มากขึ้นแล้วครับ สมัยก่อนเราอาจจะอวยพรกันว่า “ขอให้แก่อยู่ยันร้อยปี” แต่คนรุ่นใหม่รวมถึงผู้สูงอายุยุคใหม่เองเริ่มมองว่า “จะอยู่นานแค่ไหนไม่ว่า แต่ขอให้ตอนอยู่ยังเดินเหินได้ ยังกินของอร่อยได้ และยังคุยกับลูกหลานรู้เรื่อง” แค่นี้ก็ถือว่าสุขที่สุดแล้วครับ

มันคือการเปลี่ยนจุดโฟกัสจากจำนวณปีที่อยู่ ไปสู่คุณภาพชีวิตที่ได้ใช้ เพราะความจริงที่น่ากลัวคือ หลายครั้งที่ชีวิตคนเรายืนยาวขึ้น มันกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ “ติดเตียง” นานขึ้นตามไปด้วย สังคมปัจจุบันเลยเริ่มให้ความสำคัญกับการ “Active Aging” หรือการเป็นผู้สูงอายุที่ยังเก๋าอยู่ เพราะการอยู่นานแต่ไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต มันก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกกักขังในร่างกายของตัวเองนั่นแหละครับ

 

เปลี่ยนมุมมองครอบครัวจาก “อยู่ให้ยาว” เป็น “อยู่ให้มีความสุข”

หัวข้อนี้ผมอยากฝากถึงลูกหลานทุกคนครับ ผมเข้าใจดีว่าความกตัญญูและความรัก ทำให้เราอยากให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย อยู่กับเราไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่าเราก็คงทำทุกทาง โดยการทำยังไงก็ได้ให้ท่านไม่จากเราไป ไม่ว่าจะเป็นการประโคมวิตามิน การพาไปหาหมอที่ดีที่สุด การห้ามท่านทำโน้นทำนี่เพราะกลัวท่านล้ม กลัวท่านเจ็บ แต่รู้ไหมครับว่า บางทีความรักของเรานั่นแหละที่ไป “ตีกรอบ” จนท่านสูญเสียความสุขไป

เราเคยมองในมุมท่านไหมครับว่า ระหว่างการได้นั่งกินของชอบที่หมออาจจะสั่งห้ามบ้างเล็กน้อย กับการต้องกินแต่อาหารจืดชืดเพื่อยืดอายุไปอีกปี คิดว่าท่านเลือกแบบไหนครับ การที่ท่านได้ออกไปเจอเพื่อนวัยเดียวกัน ได้หัวเราะ ได้ขยับตัว แม้จะเสี่ยงกับการปวดเมื่อยบ้าง กับการให้นอนอยู่แต่ในห้องแอร์นิ่ง ๆ เป็นผักเพื่อความปลอดภัย คิดว่าผู้สูงอายุจะเหงาแค่ไหนครับ 

ดังนั้นทางออกคือต้องเริ่มจากมุมมองของครอบครัวครับ อันดับแรกสิ่งที่ควรเปลี่ยนคือ เลิกโฟกัสแค่ตัวเลขบนตรวจสุขภาพ แล้วหันมาโฟกัสที่แววตาของท่านในแต่ละวันครับ ถามท่านบ้างว่า “วันนี้อยากทำอะไร” มากกว่า “วันนี้กินยาหรือยัง” เพราะความสุขใจมันคือยาต่ออายุที่ดีที่สุดที่หมอที่ไหนก็จ่ายให้ไม่ได้ครับ เราต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่การมีลมหายใจที่ยาวนานที่สุด แต่คือการรู้สึกว่าชีวิตในแต่ละวันนั้นมีความหมายครับ 

ทำไม “คุณภาพชีวิต” สำคัญกว่าการมีอายุยืน

นอกจากนี้ การปล่อยวางความกลัวของลูกหลานหรือผู้ดูแลเองก็สำคัญไม่แพ้กันครับ บ่อยครั้งที่เราห้ามท่านทำนั่นทำนี่ ไม่ใช่เพราะมันอันตรายจนรับไม่ได้ แต่เป็นเพราะเราไม่อยากลำบากมาดูแล หรือเรากลัวความรู้สึกผิดถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เชื่อเถอะครับว่าการเห็นท่านได้ไปในที่ที่อยากไป ยังดีกว่าเห็นท่านเหี่ยวเฉาในความปลอดภัยที่เราหยิบยื่นให้ครับ ความกตัญญูที่แท้จริงคือการประคองท่านไปในทางที่ท่านมีความสุขในทุกวัน คือที่สุดยิ่งกว่าอะไรที่เขาต้องการแล้วครับ

คุณภาพชีวิตที่แท้จริง วัดจากรอยยิ้ม ไม่ใช่จำนวนปี

คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่การมีร่างกายที่แข็งแรงไร้โรคภัยเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่เขายังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีอิสระ ทั้งทางกาย จิตใจ และสังคมที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของวัย มีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตของตัวเองโดยไม่ถูกจำกัดอิสรภาพจนเกินไป มีสุขภาพจิตที่แจ่มใส รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า ไม่โดดเดี่ยว และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแต่ยังไปมาหาสู่กับผู้คนรอบข้างได้ครับ 

สรุปสั้น ๆ คือการได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีรอยยิ้ม และมีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเป็นอยู่ ไม่ใช่แค่การมีลมหายใจทิ้งไปวัน ๆ ในกรอบที่คนอื่นขีดให้ครับ เพราะชีวิตที่ดีไม่ได้วัดกันที่ว่าเรามีเครื่องช่วยหายใจที่ทันสมัยที่สุดไหม แต่วัดจากว่าใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านไป ท่านได้ยิ้มกว้างจากใจสักกี่ครั้ง ท่านยังรู้สึกว่าพรุ่งนี้ยังมีเรื่องน่าสนุกรออยู่หรือเปล่า ถ้าเราทำได้แบบนี้ แม้ชีวิตจะไม่ได้ยาวถึงร้อยปี แต่มันจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบในทุกวันที่ยังมีลมหายใจครับ

ทางเลือกใหม่เพื่อ “คุณภาพชีวิต” ที่ดีกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ผมอยากให้พวกเราลองเปิดใจมองภาพลักษณ์ของ “สถานดูแลผู้สูงอายุ” หรือเนอสซิ่งโฮมในยุคปัจจุบันใหม่ครับ หลายคนอาจจะยังติดภาพเดิม ๆ ที่ดูเงียบเหงา วันนี้มันเปลี่ยนไปเยอะมากครับ ต้องยอมรับเลยครับว่าปัจจุบันเนอสซิ่งโฮมยุคใหม่แทบทุกที่ทำออกมาได้ดีเกินคาดไปมากครับ

เขาไม่ได้เน้นแค่การพยาบาล แต่มันคือการสร้าง Community ของคนวัยเก๋าที่แท้จริงครับ มีการออกแบบพื้นที่มาเพื่อความปลอดภัยแบบ 100% ทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องถูกจำกัดบริเวณ แต่มีอิสระที่จะเดินเล่น ทำกิจกรรม หรือร่วมวงสันทนาการกับเพื่อนวัยเดียวกัน

ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดคือการดูแลที่เข้าใจหัวใจครับ เพราะบางทีลูกหลานอย่างเราอาจจะมีความรักเต็มร้อย แต่ความรู้เรื่องการดูแลอาจจะไม่ได้มีความชำนาญมากพอ หรือมีเวลามากพอที่จะดูแลตลอดเวลา การให้มืออาชีพช่วยดูแลในสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ มันช่วยลดความเครียดทั้งของผู้สูงอายุและของเราหรือผู้ดูแลเองด้วยครับ ที่สำคัญคือทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องทนเหงา เพราะมีกิจกรรมฝึกสมอง มีคนชวนคุย มีพยาบาลคอยดูแลใกล้ชิดแต่ยังให้ความเป็นส่วนตัว 

ท้ายที่สุดการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ท่าน ไม่ใช่การเก็บท่านไว้ในบ้านสี่เหลี่ยมที่มีแค่เรา แต่คือการส่งเสริมให้ท่านได้อยู่ในที่ที่ได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี แค่นี้หัวใจของผู้สูงอายุก็เบ่งบานที่สุดแล้วครับ ได้มีรอยยิ้มได้กว้างที่สุด มีความสุขกับวัยเกษียณอย่างแท้จริง ไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพหรือการดูแลเลยครับ